วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 7

บทที่ 7
สรุปท้ายบท 7



ประสิทธิผล เป็นคำที่ใช้สำหรับวัดระดับความสำเร็จของงานกล่าวคือ งานที่สามารถทำแล้วบรรลุได้ตามที่มุ่งหวังไว้ในวัตถุประสงค์นั่นเอง
ๆ จะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบอื่นๆได้เมื่อมีการใช้ต้นทุนการดำเนินงานน้อยกว่า แต่ผลที่ได้เที
ระบบที่มีประสิทธิผลสูงหรือต่ำ จะขึ้นอยู่กับ
1. จำนวนรายการที่บรรลุตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมาย
2. ระดับของประโยชน์ที่เกิดจากผลผลิตที่ได้ สามารถทำได้เหนือกว่าระบบอื่นๆ
ประสิทธิภาพ เป็นการวัดสิ่งที่ผลผลิตออกมา แล้วนำมาหารด้วยรายจ่ายหรือต้นทุที่ใช้ไป หากผลที่ได้มีค่า นั้นหมายถึงมีประสิทธิภาพดี ดังนั้นระบบหนึ่งยบเท่ากันหรือดีกว่า 
รายงานทางการจัดการ ประกอบด้วยรายงานประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. รายงานตามกำหนดเวลา
2. รายงานเพื่อการชี้วัด
3. รายงานตามคำขอ
4. รายงานข้อยกเว้น
5. รายงานแบบเจาะลึกรายละเอียด
คุณลักษณะของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
1. การจัดพิมพ์รายงานตามรูปแบบที่กำหนดไว้ และมีมาตรฐาน
2. สามารถสั่งพิมพ์รายงานให้แสดงผลทางจอภาพ หรือเครื่องพิมพ์ก็ได้
3. ใช้ข้อมูลภายในที่ถูกจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์
4. อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานเฉพาะกิจตามที่ต้องการได้ด้วยตนเอง
5. ผู้ใช้สามารถร้องขอฝ่ายพัฒนาระบบหรือโปรแกรมเมอร์ ในการพัฒนาโปรแกรมหรือสร้างรายงานเพิ่มเติมได้

ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ คือระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจหรือตามแผนกงานต่างๆ เช่น ระบบสาราสนเทศทางบัญชี การเงิน การผลิต การตลาด และทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
ระบบสารสนเทศทางการบัญชี มีจดประสงค์เพื่อการตรวจสอบธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายทั่วไป เงินเดือนพนักงาน และผลกำไรที่ได้จากการขายสินค้า เป็นต้น 

ส่วนบัญชีต้นทุน ก็ควรตรวจสอบต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ และการซื้อบริการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดงบประมาณรายได้และควบคุมค่าใช้จ่าย
ระบบสาราสนเทศทางการเงิน มีความสำคัญต่อการนำมาใช้เพื่อปรับปรุงด้านการเงินให้ดียิ่งขึ้นสำหรับเป้าหมายของผู้จัดการแผนการเงินก็คือ จะต้องมีการจัดทางการเงินขององค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและการจัดการทรัพยากรขององค์กร โดยการบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบริหารเงินสดที่ดี และวิเคราะห์ลงทุนอย่างระมัดระวัง
ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและควบคุมสินค้าคงคลัง เป็นระบบที่มีความซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ระบบการผลิต ระบบคงคลัง การออกแบบผลิตภัณฑ์ การควบคุมและส่งมอบสินค้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยจัดการ เพื่อให้ระบบการจัดการด้านการผลิตและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นไปแบบอัตโนมัติ
ระบบสารสนเทศด้านวิศวกรรม เป็นระบบย่อยส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศเผื่อการผลิต ที่นำมาใช้เพื่อการออกแบบ และการระบุรายการวัสดุหรือวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิต เป็นต้น
การวางแผนความต้องการวัสดุ หรือระบบ MRP เป็นระบบที่นำมาใช้ด้านการบริหารการผลิตโดยเฉพาะธุรกิจในรูปแบบอุตสาหกรรมการผลิตหรือโรงงาน ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบต่างๆจำนวนมากมายเพื่อนำมาใช้กับกระบวนการผลิต ระบบ MRP จะช่วยวางแผนความต้องการวัสดุว่า ถูกนำมาใช้งานในช่วงใดบ้าง นำมาใช้ปริมาณเท่าใด ด้วยเงื่อนไขการผลิตหรือเพื่อขาย โดยต้องการให้ปริมาณสินค้าคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
หน้าที่สำคัญของระบบ MRP อีกหน้าที่หนึ่งก็คือ ความสามารถในการสร้างใบรายการวัสดุ ด้วยการแสดงชิ้นส่วนของวัตถุดิบทั้งหมดที่มีอยู่หลากหลาย ที่ต้องนำไปใช้เพื่อประกอบผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะระบุปริมาณตามที่ต้องการ ผ่านเทคนิคการคำนวณในระบบที่เรียกว่า ปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัดที่สุด
การวางแผนทรัพยากรการผลิต หรือระบบ MRP II เป็นระบบที่ถูกวิวัฒนาการมาจากระบบ MRP มารวมเข้ากับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การวางแผนกระบวนการผลิตไว้อย่างครบครัน ที่ไม่ใช้เพียงแค่การจัดการสินค้าคงคลังเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงการวางแผนงบประมาณการจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนต้นทุนระบบคงคลังการวางแผนเพื่อจัดกำลังคนให้สัมพันธ์กับการผลิต เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น
ระบบ MRP II ยังสามารถช่วยปรับกำหนดการณ์เพื่อการจัดซื้อให้เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว การติดตามผลิตภัณฑ์ในลักษณะเรียลไทม์ และการปรับปรุงคุณภาพ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูลที่นำเข้าระบบ MRP II ก็คือตารางผลิตหลัก ที่บ่งบอกถึงชนิด ขนาด และจำนวนวัตถุดิบที่ต้องนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เพื่อนำมาใช้วางแผนในการกระจายงานการผลิตสินค้าทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ภายใต้กรอบของนโยบายที่ได้รับการวางแผนไว้เป็นอย่างดี
ระบบสารสนเทศการตลาด จะทางเกี่ยวกับการวางแผนการส่งเสริมการขาย และการขายสินค้าตามท้องตลาด นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หาแหล่งตลาดใหม่ๆ เพื่อบริการแก่ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ารายใหม่อย่างสม่ำเสมอ
การตลาดเป็นส่วนงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กร โดยองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ทางการตลาด เช่น การวิจัยตลาด การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การบริการลูกค้า และระบบการขายอัตโนมัติ เพ่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วบนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของปัจจุบัน
ระบบสารสนเทศด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้มีบทบาทสำคัญต่อองค์กรยุคใหม่ที่เดียว โดยสามารถจัดแบ่งประเภทของงานจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ ตามกิจกรรมหลักๆ 5 ประการด้วยกันคือ
1. การจัดข้อมูลประวัติพนักงาน
2. การเลื่อนตำแหน่งและการสรรหาพนักงานใหม่
3. การฝึกอบรม
4. การประเมินผล
5. การจัดค่าตอบแทนและเงินช่วยเหลือ



บทที่ 6

บทที่ 6
สรุปท้ายบทที่ 6
อีคอมเมิร์ซ การดำเนินธุรกรรมทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกรซื้อสินค้า ขายสินค้า จัดส่งสินค้า การแลกเปลี่ยนสินค้า/บริการ หรือสารสนเทศผ่านอินเทอร์เน็ต
อีบิสซิเนส เป็นการดำเนินธุรกรรมใดๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มิใช่แค่เพียงการซื้ขายสินค้าหรือบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ได้ผนวกในด้านของดำเนินธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นภายในองค์กรหรือระหว่างองค์กร การบริการลูกค้า การทำงานร่วมกันระหว่างคู่ค้าทางธุรกิจ ที่สามารถสื่อสารกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต
อีบิสซิเนสครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่าอีคอมเมิร์ซ หรือกล่าว อีคอมเมิร์ซเป็นส่วนหนึ่งของอีบิสซิเนส
คุณสมบัติของเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. การมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
2. ขอบเขตครอบคลุมทั่วโลก
3. มาตรฐานระดับสากล
4. ความสมบูรณ์ในข่าวสาร
5. การโต้ตอบระหว่างกัน
6. ความหนาแน่นของสารสนเทศ
7. ความเป็นเฉพาะตัวแลกและการปรับแต่งให้เหมาะสมกับบุคคล
8. เทคโนโลยีทางสังคม
มิติทั้งสามของอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และตัวแทนในการส่งมอบ
บริกแอนด์มอร์ตาร์ เป็นรูปแบบการดำเนินงานทางธุรกิจแบบดั้งเดิม ดังนั้นมิติสามไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และตัวแทนในการส่งมอบสินค้า ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกดำเนินการหรือพบปะกันจริงๆตามโครงสร้างเชิงกายภาพทั้งสิ้น
คลิกแอนด์มอร์ตาร์ เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบผสมผสาน กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และตัวแทนส่งมอบ จะมีทั้งโครงสร้างเชิงกายภาพและดิจิตอลรวมเข้าด้วยกัน
คลิกแอนด์คลิก เป็นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิตอลหรือแบบออนไลน์ล้วน
ประเภทของอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. ภาคธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C)
2. ภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (B2B)
3. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C)
4. ภาคธุรกิจในเครือกับผู้บริโภค (B2B2C)
5. ผู้บริโภคกับภาคธุรกิจ (C2B)
6. ภาคธุรกิจกับพนักงาน (B2E)
7. รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)
กลไกลหลักของอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace)
2. แคตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Catalogs)
3. การประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction)
4. การแลกเปลี่ยนออนไลน์
อีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2C เปิดโอกาสให้ผู้ขายสินค้าหรือโรงงานผู้ผลิต สามารถขายสินค้าแก่ลูกค้า ได้โดยตรง ไม่ต้องส่งทอดผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงทำให้ต้นทุนราคาสินค้ามีราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป
ในส่วนของกลไกการช็อปปิ้งออนไลน์ในรูปแบบ B2C หรือ e-Tailing ที่ได้รับความนิยมสูง จะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ หน้าร้านอิเล็กทรอนิกส์ และห้างสรรพสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
อุตสาหกรรมการบริการออนไลน์ เกี่ยวข้องกับงานบริการออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
1. ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking)
2. การค้าออนไลน์ (e-Tailing)
3. ตลาดแรงงานออนไลน์ (e-Job)
4. การท่องเที่ยวออนไลน์
5. ธุรกิจสังหาริมทรัพย์

วงจรบริการลูกค้า ประกอบด้วย 4 ระยะด้วยกัน คือ
ระยะที่ 1 การกำหนดความต้องการ
ระยะที่ 2 การจัดหา
ระยะที่ 3 ความเป็นกรรมสิทธิ์
ระยะที่ 4 การปลดระวาง
ปัญหาการค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย
1. ความขัดแย้งเรื่องช่องทางจำหน่าย
2. ความขัดแย้งสำหรับองค์ที่นำ Click-and-Mortar มาใช้ร่วมกับการค้าแบบเดิม
3. การจัดการด้านการส่งมอบสินค้าและโลจิสติกส์
4. ค้นหาแนวทางเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปให้ได้ และความเสี่ยงจากการค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์
5. การกำหนดวิธีแสวงหารายได้
การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) เป็นระบบที่อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบบฟอร์มมาตรฐานผ่านทางคอมพิวเตอร์ระหว่าง 2 องค์กร ซึ่งประกอบด้วยเอกสารสำคัญอย่างใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน ตารางการจัดส่งสินค้า หรือใบสั่งซื้อ ทั้งนี้รายการธุรกรรมดังกล่าวจะถูกส่งโดยอัตโนมัติจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งผ่านระบบเครือข่ายซึ่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติตามรูปแบบมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ
อีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2B จะใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ EDI
ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจในรูปแบบ B2B อยู่ 3 ประการด้วยกันคือ
1. เป็นแหล่งที่พบปะกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. เป็นตัวกลางในการอำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ สินค้า บริการ และการชำระเงินตามธุรกรรมทีเกิดขึ้นจากการซื้อขาย
3. เป็นผู้กำหนดโครงสร้างกฎระเบียบและข้อบังคับทางกฎหมาย เพื่อใช้กับการดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายภายในตลาดกลาง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการ
การประยุกต์ใช้ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ มีอยู่ 2 รูปแบบ
1. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแต่ผู้ขาย
2. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแต่ผู้ซื้อ
การจัดซื้อจัดหาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Procurement) มิใช่แค่เพียงการซื้อสินค้าและวัตถุดิบเท่านั้นแต่เกี่ยวข้องกับแหล่งผลิต การเจรจาต่อรองกับผู้ขายปัจจัยการผลิต การชำระเงินค่าสินค้า และการจัดการส่งมอบสินค้า ทั้งนี้ธุรกิจสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาราคาวัตถุดิบที่ต้องการมนราคาต่ำที่สุดจากผู้ขายรายต่างๆได้โดยไม่ยาก ด้วยการค้นหาผ่านแคตาล็อกออนไลน์จากเว็บของผู้ขายสินค้า การต่อรองกับผู้ขาย การสั่งซื้อ การชำระเงิน และการขนส่ง ซึ่งสามารถดำเนินการได้โยเบ็ดเสร็จบนโต๊ะทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ที่ลิงค์เชื่อมโยงเครือข่ายระบบ EDI
อีคอมเมิร์ซแบบ C2C ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็เป็นบุคคล มิใช่เป็นภาคธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกรรมต่างๆดังนี้
1. การประมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบ C2C
2. การประกาศโฆษณา
3. การบริการส่วนบุคคล
4. การสนับสนุนด้านการบริการ C2C
อีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2E ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานกับองค์กร เพื่อดำเนินงานทางธุรกิจร่วมกันระหว่างพนักงานในองค์กรและรวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กร ซึ่งประกอบด้วย
1. อีคอมเมิร์ซระหว่างพนักงานภายในองค์กร
2. อีคอมเมิร์ซระหว่างหน่วยธุรกิจด้วยกัน
เว็บพอร์ทัล เป็นกลุ่มของลิงก์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจต่างๆ รวมถึงเนื้อหา เรื่องราวที่เป็นสาระสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว หรือไฮเปอร์ลิงก์ ที่นำเสนอการบริการบนเว็บเพจ โดยออกแบบมาเพื่อนำทางให้แก่ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ดังนั้นข่าวสารที่นำเสนอบนเว็บพอร์ทัลจึงมักเป็นข่าวสารที่ผู้ใช้สนใจ หรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้
รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการนำเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซมาใช้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านการบริการแก่ประชาชน ซึ่งประกอบด้วย
1. ภาครัฐกับผู้บริโภค (G2C)
2. ภาครัฐกับภาคธุรกิจ (G2B)
3. ภาครัฐกับภาครัฐ (G2G)
เอ็มคอมเมิร์ซ คืออีคอมเมิร์ซในอีกรูปแบบหนึ่ง จะแตกต่างกันเพียงแค่รูปแบบการเชื่อต่อใช้งานที่เป็นแบบไร้สายผ่านระบบเซลโฟลหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงเครื่องพีดีเอ
ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น
1. เช็คอิเล็กทรอนิกส์
2. บัตรเครดิตอิเล็กทรอนิกส์
3. เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วย บัตรชำระเงินล่วงหน้า บัตรชำระเงินระหว่างบุคคล และกระเป๋าเงินดิจิตอล
ความต้องการด้านความปลอดภัยในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. การพิสูจน์ตัวตน
2. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
3. การห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ
4. สิทธิส่วนบุคคล
5. ความปลอดภัย
การรักษาความปลอดภัยในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะเกี่ยวข้องกับกลไกการเข้ารหัสข้อมูล เช่น SSl ทำให้การสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์และไคลเอนต์มีการเข้ารหัสไว้ ส่งผลต่อความปลอดภัยในข้อมูลที่จะสื่อสารกัน โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆจาก URL ที่ใช้โปรโตคอล https:// แทนที่จะเป็น http:// แบบปกติ






















บทที่ 5

บทที่ 5
สรุปท้ายบทที่ 5
การสื่อสารโทรคมนาคม คือการแลกเปลี่ยนสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ข้อมูล ข้อความ รูปภาพ ออดิโอ และวิดีโอ ด้วยการส่งผ่านเครือข่าย
แนวโน้มด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ประกอบด้วยแนวโน้มในสามด้าน 3 ด้านด้วยกัน คือ
1. แนวโน้มด้านอุตสาหกรรม
2. แนวโน้มด้านเทคโนโลยี
3. แนวโน้มด้านการใช้งานทางธุรกิจ
มูลค่าทางธุรกิจ ของระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ ได้ดังนี้
1. ขจัดปัญหาอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์
2. ขจัดปัญหาด้านเวลา
3. ขจัดปัญหาเกี่ยวกับต้นทุน
4. ขจัดปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้าง
ชนิดของเครือข่าย ยังสามารถจัดแบ่งประเภทออก
1. เครือข่ายส่วนบุคคล (PAN)
2. เครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
3. เครือข่ายระดับเมือง (MAN)
4. เครือข่ายระดับประเทศ (WAN)
สื่อกลางส่งข้อมูล ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ สื่อกลางส่งข้อมูลแบบมีสายและสื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย
ตัวอย่างสื่อกลางส่งข้อมูลแบบมีสาย เช่น สายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายไฟเบอร์ออปติก
ตัวอย่างสื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินฟราเรด บลูทูธ และWAP
เร้าเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำคัญของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ถูกนำมาใช้ เพื่อกำหนดและวางเส้นทางในการส่งทอดข้อมูลข่างสารไปยังจุดหมายปลายทาง ตามเส้นทางที่กำหนดไว้โดยเส้นทางในการส่งผ่านจะมีหลายเส้นทางด้วยกัน แต่เร้าเตอร์จะพิจารณาและตัดสินใจเส้นทางที่เหมาะสมให้ จนกระทั่งข่าวสารได้ถูกส่งไปถึงปลายทางได้ในที่สุด
แพ็กเก็ต คือชิ้นส่วนของข้อมูลที่ถูกนำมาแบ่งย่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อส่งผ่านสื่อกลางในระบบเครือข่าย
TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่นำส่งข่าวสารไปถึงปลายทางบนเครือข่าย เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ TCP/IP ยังเป็นโปรโตคอลที่มีความน่าเชื่อถือ มีการรับประกันการส่งถึงที่หมายปลายทาง
URL คือข้อความที่นำมาใช้อ้างอิงระบุตำแหน่งเอกสารหรือเว็บเพจบนเวิลด์ไวด์เว็บ
http เป็นวิธีการโต้ตอบกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะอยู่ใน URL
หมายเลขไอพี คือหมายเลขที่นำมาใช้อ้างอิงโหนดต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีตัวเลขไม่ซ้ำกัน โดยโหนดในที่นี้ อาจเป็นคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์บนเครือข่ายก็ได้
DNS เป็นระบบการตั้งชื่อบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะใช้ชื่อหรือข้อความอ้างอิงแทนหมายเลขไอพีเพื่อให้จดจำได้ง่าย หน้าที่ของ DNS จะแปลงชื่อโดเมนมาเป็นหมายเลขไอพีอีกทอดหนึ่ง สำหรับชื่อเมนจะมี โครงสร้างเป็นลำดับชั้น ประกอบด้วยชื่อคอมพิวเตอร์ ชื่อเครือข่าย ชื่อซับโดเมน และชื่อโดเมน
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สามารถดำเนินการได้หลายวิธีด้วยกัน คือ
1. การเชื่อมต่อผ่านแบบเครือข่ายแลน
2. การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์
3. การเชื่อมต่อผ่านการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL)
4. การเชื่อมต่อแบบไร้สาย เช่น Wi-Fi หรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
ISP คือผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงผู้คนทั่วไป สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
อินทราเน็ต เป็นเครือข่ายภายในองค์กร ที่ถูกสร้างขึ้นมาตามมาตรฐานเทคโนโลยีเดียวกันกับอินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ
เอ็กซ์ทราเน็ต คือเครือข่ายส่วยบุคคล ที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเช่นกัน โดยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงไซต์เฉพะพนักงานในองค์กร
VolP เป็นเทคโนโลยีทีใช้สัญญาณข้อมูลเสียงซึ่งเป็นแบบแอนะล็อก มาแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลและนำมาบรรจุลงในหน่วยข้อมูลที่เรียกว่าแพ็กเก็ต
RFID คือระบบบ่งชี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ เป็นระบบที่มีความสามารถในการระบุเพื่อค้นหาวัตถุ ที่มีจุดเด่นหลายประการ
Converging Technogies คือการหล่อหลอมรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะหมายถึงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีการผนวกฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ มากมาย เสมือนมีหลายๆ อุปกรณ์มารวมกัน ตังอย่างเช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น





















บทที่ 4

บทที่ 4 
สรุปท้ายบทที่ 4
โครงสร้างแฟ้มข้อมูล ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ลำดับจากหน่วยที่เล็กที่สุด ไปยังหน่วยที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับชั้น ซึ่งประกอบด้วย บิต ไบต์ ฟิลด์ เรคอร์ด ไฟล์ และฐานข้อมูล
แฟ้มข้อมูลหลัก จะจัดเก็บข้อมูลหลักที่มักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลนักศึกษา และข้อมูลสินค้า
แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง จะใช้เก็บเรคอร์ดข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวประจำวัน เช่น ข้อมูลฝาก/ถอนเงินลูกค้า ข้อมูลการลงทะเบียนของนักศึกษา และข้อมูลขายสินค้า
ฐานข้อมูล เป็นแหล่งรวมของแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ โดยจะมีการเชื่อมโยงแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ และใช้ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นตัวจัดการฐานและควบคุมข้อมูลในฐานข้อมูล
แบบจำลองฐานข้อมูล มีหลายชนิดด้วยกัน ประกอบด้วย
1. แบบจำลองข้อมูลลำดับชั้น
2. แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย
3. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
4. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงวัตถุ
5. แบบจำลองฐานข้อมูลแบบมัลติไดเมนชั่น
ผู้บริหารฐานข้อมูล มีหน้าที่ดูแลความถูกต้อง และความปลอดภัยของฐานข้อมูล เพื่อให้งานบริการข้อมูลขององค์กรสามารถดำเนินการได้ตามปกติในแต่ละวัน และหากเกิดข้อผิดพลาดในฐานข้อมูลขึ้น ก็จะมีกระบวนการกู้คืน และระบบสำรองข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ประเมินการใช้งานฐานข้อมูลในองค์กร ความเสี่ยง และวางแผนเพื่อรองรับอัตราการเติบโตของฐานข้อมูลในอนาคต
ภาษานิยามข้อมูล ใน SQL ประกอบด้วยกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างตาราง แก้ไขตาราง ลบตาราง การกำหนดโครงสร้างข้อมูล การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในฐานข้อมูล การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตารางและการจัดทำพจนานุกรมข้อมูล

ภาษาจัดการข้อมูล ใน SQL ประกอบด้วยกลุ่มคำสั่งต่างๆ ที่ใช้สอบถามหรือคิวรีข้อมูลจากฐานข้อมูลขึ้นมาใช้งาน รวมถึงการเพิ่มข้อมูลในตาราง การอัปเดตข้อมูลในตาราง และการลบข้อมูลในตาราง
พจนานุกรมข้อมูล ใช้อธิบายข้อมูลหรือเรียกว่า Metadata ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้อธิบายข้อมูลนั่นเอง
แผนภาพอีอาร์ เป็นแบบจำลองที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบ โดยแต่ละเอ็นทิตี้ก็จะมีแอตตริบิวต์ และมีการเชื่อมโยงระหว่างเอ็นทิตี้ด้วยกันผ่านแอตตริบิวต์ที่ระบุเป็นคีย์ สำหรับจุดประสงค์ของอีอาร์ไดอะแกรมก็คือ เป็นแผนภาพที่นำมาใช้เป็นตัวกลางสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ออกแบบและผู้ใช้งาน 
ชนิดของฐานข้อมูล ประกอบด้วย
1. ฐานข้อมูลเชิงปฎิบัตการ
2. ฐานข้อมูลแบบกระจาย
3. ฐานข้อมูลภายนอก
4. ฐานข้อมูลไฮเปอร์มีเดีย
คลังข้อมูล คือแหล่งจัดเก็บข้อมูลขององค์กรที่เป็นทั้งข้อมูลจากแหล่งภายในและภายนอก เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน อีกทั้งข้อมูลที่บรรจุอยู่ในคลัง ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลอดีตที่ถูกจัดเก็บไว้ตามช่วงระยะเวลาซึ่งมักไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อมูล
ตลาดข้อมูล มีลักษณะคล้ายกับคลังข้อมูล แต่จะมีขนาดเล็กกว่ามาก โดยจัดเก็บข้อมูลที่มุ่งประเด็นไปยังแผนก หรือกระบวนการธุรกิจ
ระบบการประมวลผลธุรกรรมออนไลน์ นำมาใช้เพื่อปฎิบัติงานประจำวันที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอดังนั้นจึงมุ่งเน้นให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องอยู่ตลอดเวลา สนับสนุนให้ผู้ใช้เข้าถึงฐานข้อมูลได้หลายคน ด้วยการแชร์ฐานข้อมูลร่วมกันในลักษณะมัลติยูสเซอร์
ระบบการประมวลผลเชิงวิเคราะห์ออนไลน์ เป็นระบบที่มุ่งปฎิบัติกับข้อมูลที่ค่อนข้างคงที่ เช่น คลังข้อมูล ซึ่งอาจจัดเก็บไว้ตามช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี, 3 ปี, หรือ 5 ปี โดยมุ่งเน้นถึงการสอบถามหรือคิวรีข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ป้อนเข้าไป ด้วยการนำเสนอข้อมูลแบบหลายมิติและยังสนับสนุนการคิวรีข้อมูลแบบซับซ้อนสูง
เหมืองข้อมูล คือซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในคลัง ซึ่งมีความสามารถในการสกัดสารสนเทศ ด้วยการคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่มีคุณค่าออกมาใช้งาน ซึ่งเปรียบเสมือนกับการขุดเหมืองขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ที่มีคุณค่า


















บทที่ 3

บทที่ 3 
ท้ายบทที่ 3
โครงสร้างพื้นฐานทางไอที เกี่ยวข้องกับลงทุนด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ เครือข่ายการสื่อสาร ระบบฐานข้อมูล และการบริหารจัดการสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานงานบริการให้แก่ลูกค้า การทำงานร่วมกับผู้ขายปัจจัยการผลิต และการนำมาใช้เพื่อจัดการกระบวนการธุรกิจภายในองค์กรเอง
ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย อุปกรณ์รับข้อมูล หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำภายใน สื่อจัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์แสดงผลประเภทของคอมพิวเตอร์ จัดแบ่งตามระดับความสามารถประกอบด้วย ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มิดเรนจ์คอมพิวเตอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์
Converging Technologies คือการหล่อหลอมรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ด้วยการนำอุปกรณ์ดิจิตอลหลายๆ ประเภทมาผนวกเข้าเป็นชิ้นเดียวกัน พร้อมกับชิปไมโครโปรเซสเซอร์ ทำให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายวัตถุประสงค์ เช่น เครื่องพีดีเอ พ็อกเก็ตพีซี เป็นต้น
ซีพียู หรือ โปรเซสเซอร์ จัดเป็นหน่วยที่สำคัญมาก เปรียบเสมือนกับสมองของมนุษย์ ที่มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานและการประมวลผลข้อมูล
วัฏจักรเครื่อง คือการทำงานของซีพียูในแต่ละรอบการทำงาน ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการ Fetch -> Decode -> Execute -> store
สัญญาณนาฬิกา เป็นหน่วยวัดความเร็วในไมโครคอมพิวเตอร์ เช่น ความถี่สัญญาณนาฬิกาของไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งอยู่ที่ระดับ 1 GHz หมายถึงความสามารถในการประมวลผลได้ถึงหนึ่งพันล้านวัฏจักรเครื่องต่อวินาที
การประมวลผลแบบขนาน มีหลักการทำงานคือ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีซีพียูมากกว่า 1 ตัวและเมื่อโปรเซสใดๆถูกส่งเข้ามาประมวลผล จะถูกแบ่งให้ซีพียูแต่ละตัวช่วยกันประมวลผลในเวลาเดียวกันและท้ายสุดผลจากการประมวลผลของซีพียูแต่ละตัว ก็จะถูกนำมารวมกันเป็นผลลัพธ์
เทคโนโลยีมัลติคอร์ เป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ทั่วไปในยุคปัจจุบัน ที่ซีพียูหนึ่งตัวจะมีกนสมองตั้งแต่ 2 แกนขึ้นไปที่มีการประมวลผลอิสระกันกริดคอมพิวติ้ง เป็นการใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์จำนวนมาก รวมถึงทรัพยากรต่างๆไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลและทรัพยากรทางคอมพิวเตอร์อื่นๆ โดยจะเชื่อมโยงกลุ่มทรัพยากรทางคอมพิวเตอร์เหล่านี้เข้าด้วยกัน ที่เป็นได้ทั้งเครือข่ายส่วนตัว หรือเครือข่ายสาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ต จนมีพลังในการประมวลผลแบบขนานเทียบเท่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อการบริการงานประมวลผลและแบ่งปันทรัพยากรให้แก่สมาชิกในการส่งงานขึ้นไปประมวลผล
คลาวด์คอมพิวติ้ง หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ คือการนำคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ขนาดใหญ่มาบริการให้กับโฮสต์ เพื่อรันโปรแกรมหรือแอปพลิเคชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการที่ผู้ใช้ระบุโดยการประมวลผลของคลาวด์คอมพิวติ้งจะอิงกับความต้องการของผู้ใช้เป็นสำคัญ
อุปกรณ์รับข้อมูล คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลเพื่อป้อนเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผล เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ สไตลัส ปากกาแสง เป็นต้น
อุปกรณ์แสดงผล เป็นอุกรณ์ที่ใช้แสดงผลลัพธิ์จากการประมวลผล เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ และลำโพง
วิธีการเข้าถึงข้อมูล จะมีทั้งแบบเรียงลำดับ และแบบเข้าถึงโดยตรง
สื่อจัดเก็บข้อมูล เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกข้อมูลเพื่อเก็บสำรองไว้ใช้งานอนาคต ตัวอย่าง เช่น เทป แม่เหล็ก ฮาร์ดดิสก์ ออปคัลดิสก์ และหน่วยความจำแบแฟลช เป็นต้น
การพิจารณาจัดเก็บข้อมูล ควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้1. วัตถุประสงค์ของการนำมาใช้งาน2. ปริมาณข้อมูลที่สามารถจัดเก็บได้3. ความเร็วในการบันทึกและเรียกดูข้อมูล4. ขนาดและความสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย5. ต้นทุน6. ความน่าเชื่อถือและความยาวนานในการเก็บรักษาข้อมูล7. พิจารณาทั้งด้านดีและข้อจำกัด
























วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 2

บทที่ 2 
สรุปท้ายบทที่ 2
   การบริหารงานทางสารสนเทศ ใช่ว่าจะเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องศึกษาถึงโครงสร้างพฤติกรรมองค์กร การบริหารจัดการ และเทคโนโลยี ครั้นเมื่อครบองค์ประกอบดังกล่าวก็จะได้ระบบสารสนเทศ ที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
   ระบบสารสนเทศ คือระบบที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานและนำเสนอรายงานทางสารสนเทศให้แก่ภาคธุรกิจ
   องค์กร ต้องเข้าใจถึงบทบาทสำคัญของระบบสารสนเทศ และพร้อมที่จะอ้าแขนเปิดรับ ด้วยการนำระบบสารสนเทศมาใช้งาน ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้
   ขั้นตอนมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ประกอบไปด้วยกฎเกณฑ์และวิธีการชัดเจนที่นำมาใช้กับการปฏิบัติ หรือที่เรียกว่างานรูทีน โดยพนักงานทุกคนจะต้องเรียนรู้ขั้นตอนการปฏิบัติงานเหล่านี้ เพื่อนำไปสู่กระบวนการสร้างผลผลิตที่ถูกต้องและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
   การเมืองภายในองค์กร เป็นเรื่องราวปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกองค์กร แต่อย่างไรก็ตาม องค์กรจะสามารถอยู่รอดได้ หากทุกๆคนในองค์กรได้ปฏิบัติตามกรอบนโยบายการบริหารขององค์กร เตารพซึ่งกันและกัน เพื่อลดความขัดแย้ง และเพื่อให้องค์กรสามารถธำรงอยู่ได้สืบไป
   วัฒนธรรมองค์กร หมายถึงวิธีปฏิบัติในบางสิ่งขององค์กร ที่จะปฏิบัติเหมือนกัน จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขององค์กร ซึ่งถือเป็นความเชื่อ ค่านิยม และเป็นการกระทำที่ได้รับการยอมรับทางสังคมภายในองค์กรนั้นๆ
   องค์กรกับสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้องกันโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งปกติองค์กรยุคใหม่ล้วนเป็นองค์กรระบบเปิด ที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาป้อนสิ่งนำเข้า และนำมาประมวลผล จนกระทั่งเป็นสินค้าและส่งออกกลับไปยังสิ่งแวดล้อมหรือผู้บริโภค เช่น แหล่งเงินทุน ผู้ขาย ปัจจัยการผลิต แรงงาน เทคโนโลยี คู่แข่งขัน กฎหมาย และลูกค้า เป็นต้น
โครงสร้างองค์กร จะแสดงถึงระดับความซับซ้อน มาตรฐานการทำงาน และระดับการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น โครงสร้างองค์กรในมหาวิทยาลัย ที่มีการแบ่งออกเป็นคณะ ภาควิชา โดยจะมีผู้บริหารอย่างหัวหน้าสาขา คณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี ตามลำดับสายการบังคับบัญชา
   กลยุทธ์ หรือ ยุทธศาสตร์ หมายถึงแผนการหรือวิธีการที่มีขั้นตอน และถูกคิดค้นขึ้นอย่างมีหลักการ รอบคอบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอาชนะคู่แข่งขัน จนสามารถบรรลุไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
ระดับของกลยุทธ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ กลยุทธ์ระดับองค์กร กลยุทธระดับหน่วยธุรกิจ และกลยุทธ์ระดับหน้าที่
   แบบจำลองแรงกดดันในการแข่งขัน ถูกพัฒนาขึ้นโดย ไมเคิล พอร์เตอร์ ที่แต่ละองค์กรสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คู่แข่งขันทางธุรกิจ เพื่อหาช่องทางหรือโอกาสต่างๆ ในการที่จะให้องค์กรมีชัยเหนือคู่แข่ง อันประกอบด้วยแรงกดดันหลักๆ 5 ประการ ดังนี้
    1. การชิงชัยระหว่างคู่แข่งขัน
    2. ภัยคุกคามจากผู้ค้ารายใหม่
    3. ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน
    4. อำนาจการต่อรองของลูกค้า
    5. อำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต
  การวางแผนกลยุทธ์ในการชิงชัยกับคู่แข่งขัน ประกอบด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้
    1. กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุน 
    2. กลยุทธ์ด้านความแตกต่าง
    3. กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม
    4. กลยุทธ์เพื่อการเจริญเติบโต
    5. กลยุทธ์เสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจ
    6. กลยุทธ์สร้างอุปสรรคผู้มาใหม่
    7. กลยุทธ์เพิ่มต้นทุนเมื่อเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทน
    8. กลยุทธ์เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม
    9. กลยุทธ์สร้างสินค้าและบริการใหม่
    10. กลยุทธ์ปรับปรุงสินค้าและการบริการที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
    11. กลยุทธ์ผูกมัดผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือผู้ซื้อ
    12. กลยุทธ์มุ่งที่ตัวลูกค้า
  โซ่คุณค่า คือลำดับของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การแปรรู) การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ จนกระทั่งส่งมอบให้กับลูกค้า โดยกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมสำคัญที่สามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ
   แบบจำลองโซ่คุณค่าของพอร์เตอร์ ได้จำแนกกิจกรรมสำคัญออกเป็น 2 กิจกรรมด้วยกันคือ กิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุน
  กิจกรรมหลัก ในแบบจำลองโซ๋คุณค่าของพอร์เตอร์ ประกอบด้วยกิจกรรมทั้ง 5 ดั้งนี้
   1. โลจิสติกส์ขาเข้า
   2. การปฏิบัติการ
   3. โลจิสติกส์ขาออก
   4. การตลาดและการขาย
   5. การบริการลูกค้า
  กิจกรรมสนับสนุน ในแบบจำลองโซ่คุณค่าของพอร์เตอร์ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
   1. โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร
   2. การจัดการทรัพยากรมนุษย์
   3. การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์
    ระบบแบบทันเวลาพอดี หรือ JIT เป็นกลยุทธ์ของส่วนงานคงคลัง ที่พยายามให้สินค้าคงคลังคงเหลือน้อยที่สุด โดยจะทำการผลิตและส่งมอบสินค้าในปริมาณที่ถูกต้อง ทันเวลา และตรงตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ
โลจิสติกส์ เป็นกระบวนการที่ครอบคลุมถึงการควบคุมกิจกรรม การลำเอียงสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบ การบรรจุหีบห่อ การเคลื่อนย้าย การขนส่ง การจัดเก็บสินค้า การบริหารต้นทุน และการกระจายสินค้า ด้วยการอำนวยความสะดวกในด้านกระบวนการไหลของสินค้า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการผลิต จนกระทั่งเป็นสินค้าพร้อมจำหน่ายและกระจายไปถึงผู้บริโภค













วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 1

บทที่ 1
สรุปท้ายบทที่ 1
ระบบสารสนเทศ เป็นระบบที่นำมาใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูล เรียกดูข้อมูล และประมวลผลข้อมูลเพื่อเป็นรายงานทางสารสนเทศ ทั้งนี้ระบบสารสนเทศยังเกี่ยวข้องกับทรัพยากรด้านบุคลากรทางคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และขั้นตอนการปฏิบัติงาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วยเทคโนโลยี 2 สาขาด้วยกัน คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม โดยเทคโนโลยีสารสนเทศจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบสารสนเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบงานทางสารสนเทศ
ข้อมูล หมายถึงข้อเท็จจริง ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของข้อความ ตัวเลข หรือรูปภาพ และถือเป็นข้อมูลดิบที่ยังไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
สารสนเทศ หมายถึงข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
คุณสมบัติของสารสนเทศที่ดี ประกอบด้วย
1. สารสนเทศต้องตรงประเด็น
2. สารสนเทศต้องมีความสมบูรณ์เพียงพอ
3. สารสนเทศต้องมีความถูกต้อง
4. สารสนเทศต้องมีความเป็นปัจจุบัน
5. ต้องมีความคุ้มค่า
ระบบ หมายถึงกลุ่มขององค์ประกอบต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน โดยแต่ละองค์ประกอบจะประสานการทำงาร่วมกัน เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ระบบยังสามารถแตกออกเป็นระบบย่อยได้ และส่วนประกอบของระบบย่อยทั้งหลาย ก็จะประสานการทำงานเพื่อสนับสนุนระบบใหญ่
ระบบปิด คือระบบที่ไม่มีการติดต่อไปยังระบบอื่นๆ และไม่มีการใช้ข้อมูลร่วมกับระบบอื่น
ระบบเปิด จะมีการโต้ตอบกับระบบอื่นๆ เพื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน
ระบบที่ดีควรมีการส่งผลป้อนกลับได้ เพื่อนำไปสู่การควบคุมในทิศทางที่ถูกต้อง
ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ ประกอบด้วยทรัพยากรหลักๆ 5 ส่วนด้วยกัน คือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลกระบวนการ และบุคลากร
กิจกรรมในระบบสารสนเทศ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1. การนำเข้าของทรัพยากรข้อมูล
2. การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
3. การแสดงผลลัพธ์ของสารสนเทศ
4. การจัดเก็บทรัพยากรข้อมูล
5. การควบคุมการปฏิบัติงานของระบบ
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับงานระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย
1. อุปกรณ์อินพุต
2. อุปกรณ์ประมวลผล
3. อุปกรณ์แสดงผล
4. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
5. อุปกรณ์เครือข่าย
นวัตกรรม หมายถึงสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
ระบบสารสนเทศที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เป็นการนำสิ่งใหม่มาประยุกต์ใช้งานกับระบบงานเดิม ก่อให้เกิด นวัตกรรมกระบวนการ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนวิธีการผลิตสินค้า หรือรูปแบบการบริการในรูปแบบใหม่ๆขึ้น อีกทั้งยังได้สร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ให้แก่องค์กร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
บทบาทพื้นฐานของระบบสารสนเทศในธุรกิจ ประกอบด้วย
1.เพื่อสนับสนุนกระบวนการธุรกิจ และการปฎิบัติงาน
2.เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแก่พนักงานและผู้บริหาร
3. เพื่อนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ชิงความได้เปรียบในเชิงแข่งขันทางธุรกิจ
กระบวนการธุรกิจ หมายถึงกลุ่มของกิจกรรมที่ประกอบไปด้วยการไหลเวียนของข้อมูลที่เป็นได้ทั้ง วัตถุดิบ สารสนเทศ และความรู้ ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางธุรกิจ
กระบวนการธุรกิจที่ถูกนำมาใช้ในแต่ละองค์กร อาจเป็นกระบวนการที่ดำเนินการมาแต่เก่าก่อนมีความซับซ้อน ไม่ทันสมัย ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงใหม่ได้ตามสมควรในคณะเดียวกัน องค์กรยุคใหม่ก็มักจะนำระบบสารสนเทศมาบริหารจัดการและควบคุมกระบวนการธุรกิจเหล่านี้ เพื่อให้เกิดมาตรฐานทำงานที่ดีมีระเบียบ และสามารถตรวจสอบได้ง่าย
ชนิดของสารสนเทศ ที่จำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน ประกอบด้วย
1. ระบบประมวลผลรายการประจำวัน (TPS)
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(MIS)
3. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ(OAS)
4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSS)
5. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง(EIS)
รูปแบบในยุคปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงได้เกิดระบบสารสนเทศอื่น ๆ ที่สามารถนำมาประยุคใช้เพื่องานเฉพาะกิจได้ เช่น
6. ระบบผู้เชี่ยวชาญ(ES)
7. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์(GIM)
8. ระบบธุรกิจอัจฉริยะ(BI)
ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่ธุรกิจ คือระบบสารสนเทศที่ออกแบบมาเพื่อนำมาปฎิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละกิจกรรมทางธุรกิจ หรือตามส่วนงานต่าง ๆ เช่น ระบบสารสนเทศทางการบัญชี ระบบสารสนเทศทางการเงิน ระบบสารสนเทศทางการตลาด ระบบสารสนเทศด้านการผลิต ระบบสารสนเทศด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
ตำแหน่งงานของส่วนงานระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย
1.ที่ปรึกษาและแก้ไขปัญหาทางเทคนิค
2. นักวิเคราะห์ระบบ
3. โปรแกรมเมอร์
4. ผู้บริหารฐานข้อมูล
5. ผู้บริหารเครือข่าย
6. ผู้บริหารระบบ
7.เว็บมาสเตอร์
8. ผู้บริหารความปลอดภัยระดับสูง(CSO)
9. ผู้บริหารสารสนเทศระดับสูง(CIO)


บทที่ 1